ยินดีต้อนรับ

ข่าวกิจกรรมล่าสุด และหลักธรรมข้อคิดดีๆ กด LIKE ได้ที่เพจของปู่เสือปลดกรรมครับ
FACEBOOK

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

องค์ปู่เจ้าสมิงพราย

ประมาณวันที่ 12 เดือน9 ของปีที่แล้ว(2553) ปู่เสือได้โอกาศพาลูกศิษย์ ไปทำบุญปล่อยโค-กระบือ ปล่อยปลา ท่านว่าเป็นการทำบุญที่ได้บุญมาก เป็นการให้ชีวิตสัตว์อีกทางหนึ่ง






สังเกตดูแววตาอันท่าสงสารสิครับ ท่านยังจะทานมันลงอีกหร๋อ


ศิษย์ทุกท่านต่างก็อิ่มบุญกันไป แต่ผมสงสัยว่าพี่คนที่อยู่ตรงกลางเห็นอะไรหรือปล่าวเนี่ย ทำหน้าตกใจเชียว


หอย ปลาดุก ปลาไหล ซื้อสดๆมาจากแผงในตลาดเลย แม่ค้าใจดีเห็นว่าเราจะเอาไปปล่อยก็เลยลดราคาให้เยอะเลยถิอว่าเป็นการร่วมทำบุญ ขอบคุณคุณแม่ค้าด้วยครับ



หลังจากเดินทางกลับ ปู่เสือได้ถือโอกาสแ๊วะเข้าไปในตำหนักปู่เจ้าสมิงพราย ที่เป็นอาจารย์ของร่างปู่เสือสมัยยังพึ่งเริ่มปฎิบัติธรรม กว่า 10 ปีมาแล้วที่ไม่ได้มาเยี่ยมเยือนกราบไหว้ท่าน



เพียงก้าวเท้าแรกสู่ตำหนัก องค์ของปู่เจ้าสมิงพรายก็ประทับทันที



ท่านก็ลงมาให้พร



กิจกรรมดีๆแบบนี้ก็มีอยู่เรื่อยๆตลอดปี ถ้าทา่านอยากจะพบปู่เสือ ติดตามที่เว็บนี้หรือ Facebook ของปู่เสือ จะรายงานล่วงหน้าว่าปู่เสือจะไปที่ไหนบ้าง ไปร่วมกิจกรรมกันได้ครับ

ตั้งศาลพระภูิมิเจ้าที่

เช่นทุกครั้งที่ลูกศิษย์ลูกหาที่มีจิตศัทธา จะเชิญให้ปู่เสือไปตั้งศาลที่บ้านเพิ่มเป็นศิริมงคล ทำมาค้าขึ้น











ปู่เสือเองก็พูดย้ำอยู่เสมอว่า ตั้งศาลไม่ได้ทำให้คนรวยมั่งมีเงินทองถ้าลูกบ้านไม่ขยันขันแข็ง ไม่ทำมาหากิน ต่อให้เป็นพิธียิ่งใหญ่แค่ไหนเงินก็ไม่ลอยมาหา ฝากไว้ให้เป็นแง่คิดครับ

วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

งานประจำปีตำหนักแม่สนมเอก 2553

ปีนี้ก็เป็นปีที่ 3 ที่เจ้าแม่สนมเอกได้มาประทับที่หมู่บ้าน ลูกศิษย์ที่มีจิตศัทธาต่างก็เพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าก่อน สำหรับท่านที่ยังสงสัยว่า เจ้าแม่สนมเอกเป็นใคร มีที่มาอย่างไรทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ แล้วทำไมต้องมีงานปีจัดให้ท่านด้วย ผมก็ได้เขียนเอาไว้แล้วที่โพสก่อน "ตำนานเจ้าแม่สนมเอก" คลิกกันเข้าไปดู มีวีดีโอสั้นๆตอนที่ท่านลงประทับร่างครั้งแรกด้วย

ก่อนวันงานหนึ่งวัน ลูกศิษย์ที่ไม่ได้ออกไปทำงานนอกบ้านที่ไหน ก็มาช่วยกันคนละไม้คนละมี จัดของแจกทาน ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่เรามีการจัดแจกทานใหญ่ได้โตขนาดนี้ มีถึงกว่า 2000 ชุดเลยทีเดียว เพราะมีลูกศิษย์ที่มีจิตศัทธาจำนวนมากต่างก็ช่วยบริจาค ปัจจัย และแรงกาย





เช้าวันรุ่งขึ้น ปู่เสือก็เริ่มทำพิธีบวงสรวงฟ้าดินและสิ่งศักสิทธิ์ทั้งหลาย หลักจากนี้ก็ให้ลูกศิษย์ หรือผู้มีจิตศัทธา ไหว้ขอพรอีกด้วย



อย่างที่กล่าวไว้ข้่างต้นว่า งานในปีนี้มีเงินทุนสนับสนุนมาก งานจึงมีขนาดใหญ่โตกว่าปีก่อนๆ ซึ่งคนจะต้องเยอะมากๆแน่ๆเลย ปู่เสือจึงขอแรงคุณตำรวจให้มาช่วยอำนวยความสะดวก ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย



ทำบุญไหว้อาหารหวานคาวแก่เทวดา และสัมปเวสีผีไม่มีญาติให้อิ่มหน่ำสำราญแล้ว และแน่นอนว่าคนก็น่าจะมีของกินด้วยสิ ... เรามีอาหารแจกฟรีในงาน ให้ท่านที่มาไหว้พระขอพรอิ่มอร่อยไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน


ต้องขอขอบคุณสปอนเซอร์รายใหญ่ของเรา ที่ทำให้งานในปีนี้จัดได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้


อีกภาพแล้วกันเดี๋ยวจะไม่ครบทุกคน



เนื่องจากช่วงนั้นเป็นช่วงที่อันตรายต่องานพิธีกรรมกลางแจ้งเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจาก "ฝน" นั่นเอง บ่ายแก่ๆฝนก็เริ่มตกเป็นเม็ดปล่อยๆมาแล้ว ทำให้ปู่เสือต้องทำพิธีขอให้เทวดาบรรดารให้ฝนหยุดตกก่อนพิธีจะเสียหายหมด และไม่ถึง 5 นาทีฝนก็หยุดดังที่ขอไว้ พิธีจึงดำเนินไปได้อย่างราบลื่น



พิธีเสร็จสิ้นก็ถึงเวลาแจกทานให้กับชาวบ้านที่มารับทานทั่วทั้งสารทิศกันแล้ว




คนมาจากทั่วสารทิศจริงๆ มากซะจนซอยแทบแตก ไม่มีที่หายใจกันเลยทีเดียว ยังดีที่คุณตำรวจหลายนายช่วยอำนวยความสะดวกและจัดระเบียบให้ ทุกอย่างจึงดำเนินไปได้อย่างราบลื่น (ไม่มีการใช้กระสุนจริง หรือกระสุนยาง และแก๊สน้ำตา กันจริงๆนะ)



"ใจเย็นๆยันนะคะ ได้รับกันทุกคน" คนเฒ่าคนแก่ คนท้องไม่ต้องไปรอต่อคิว มารออยู่ข้างหน้าเลย เดียวเป็นลมเป็นแล้ง ลูกคลอดในแถวแล้วจะแย่เอา ตอนนี้ปู่เสือยังไม่มีลูกศิษย์ที่เป็นหมอ หมอท่านไหนอยากจะมาเป็นศิษย์ก็บอกได้เลยนะครับ


แจกกันยันมืด และงานในปีนี้ก็สำเร็จไปได้ด้วยดี และแน่นอนว่า งานจะสำเร็จไม่ได้เลยถ้าขาดคณะลูกศิษย์ปู่เสือที่ร่วมแรงร่วมใจสามัคคีกัน ทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ตั้งแต่้เช้ามืดยันดึกดื่น บางคนก็มาจากที่ไกลๆมาช่วยงาน ปู่เสือท่านก็ซึ้งในน้ำใจและฝากขอบคุณมาอีกครั้งด้วย

ปีหน้างานนี้ก็ยังจะมีอยู่เช่นเดิม ซึ่งถ้ามีโอกาสผมจะนำภาพและเรื่องราวต่างๆมาบอกเล่ากันแน่นอน แต่ท่านไหนอยากจะร่วมงานด้วยในปีหน้านี้ ก็ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องเกรงใจ เข้ามาทักทาย ไหว้พระกันได้ครับ


วันพุธที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ไหว้พระวัดเขาชีจรรย์

ไหนๆช่วงนี้ก็อาการเริ่มเย็นสบาย ทำให้นึกถึงช่วงต้นปีที่ปู่เสือและคณะศิษย์ได้ไปไหว้พระตามที่ต่างๆ และวัดเขาชีจรรย์ก็เป็นหนึ่งในบรรดาวัดเหล่านั้น


เหตุที่เลือกสถานที่นี้ก็ไม่ใช่เพราะลมปากของบริษัทจัดทัวร์แต่อย่างใด เหตุผลจริงๆก็คือปู่เสือได้นิมิตรเห็นภูเขาสูงใหญ่และทีพระองค์มหึมาตั้งตระหง่านอยู่ และเบื้องหน้าของภูเขานั้นมีสายน้ำกว้างใหญ่ไพศาร ซึ่งก็จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากวัดเขาชีจรรย์นี้เอง


ซึ่งปู่เสือก็เลยถือโอกาศนี้ พาลูกศิษย์มาสวดมนต์กันเสียเลย ไหว้พระเป็นศิริมงคล


มื่อเสร็จสิ้นแล้ว ลูกศิษย์ต่างก็นั่งพักสบายอารมณ์ที่ศาลาร่มเย็น หาอะไรหม่ำให้สบายท้องเสียหน่อย

ส่วนปีหน้าที่จะถึงนี้ คณะปู่เสือจะไปไหว้ที่เขาชีจรรย์อีกครัง้หรือไม่ ก็ยังไม่มีความยืนยันมากับปู่เสือในตอนนี้ แต่มีแนวโน้มว่า น่าจะไปอีกทุกๆปี คนไหนที่ไปเที่ยว ไปไหวพระที่โน่นและพบคณะปู่เสือ ก็มาร่วมทำกิจกรรมกันได้เลย

วันอังคารที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

กิจกรรม:ไหว้พระที่เขาคิชฌกูฏ

ต้นปีที่ผ่านมี ปู่เสือมีกิจกรรมไปไหว้พระหลากหลายที่ทั่วเมืองไทย และเขาคิชฌกูฏ ก็เป็นหนึ่งในสถานที่เหล่านั้น ผมคาดว่าบรรดาศิษย์ปู่เสือที่ได้ร่วมเดินทางไปในวันนั้นก็คงยังจำความสดชื่น สงบ และมีพลังกันได้แน่ๆ



ปู่เสือและคุณเอ๋ นำทัพลูกศิษย์เดินขึ้นเขาด้วยความมุ่งมั่น และศรัทธากันเต็มเปี่ยม


มีปรากฎการจตุครามด้วย ดวงๆ เพียบเลย (เอามาให้ดูขำๆนะครับ หลายท่านเชื่อว่าเป็นแสงวิญญาณ หรือเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ และก็มีอีกไม่น้อยบอกว่ามันคือฝุ่นละอองกระทบกับแสงแฟรช เรียกว่า optic orb หรือ orb backscatter ไม่ว่าจะสาเหตุใดก็ตาม เราก็ไม่ควรงมงายในสิ่งเหล่านี้มากนะครับ ซึ่งปู่เสือเองก็เน้นย้ำเรื่องนี้อยู่เสมอ ให้ทำความดี และปฏิบัติตนตามพระพุทธศาสนาเป็นดีที่สุดครับ)


ไม่ว่าปู่เสือจะไปกราบไว้ที่ไหนก็ต้องมีการห้อยพวงมาลัยบูชา


ภาพนี้ไม่ใช่ดาราอายกล้องนะครับ แต่ในวันนั้นเจ้ากรรมนายเวรก็ได้เข้าแฝงคุณณัฐด้วย จึงได้บิดตัวไปมาอย่างที่เห็น แต่ทุกอย่างก็ราบลื่นดีครับ


เหนื่อยก็ต้องสู้อดทน เหลือช่วงสุดท้ายของกิจกรรมแล้ว


ถึงแม้จะเหนื่อยกัน แต่ทุกคนก็สดใสอิ่มบุญกันถ้วนหน้า

เห็นขาวโพลนเป็นทางแบบนี้ ไม่ใช่ม๊อบที่ไหนนะครับ แต่เป็นคณะศิษย์ปู่เสือออกตระเวรทำบุญ ของแท้ต้องชุดขาวทั้งชุดเดินกันเป็นหมู่แบบนี้

ถ้าท่านผู้อ่านพบเห็นกลุ่มคนชุดขาวและเดินนำหน้าด้วยปู่เสือ ตามสถานที่ต่างๆ ก็แน่ใจได้เลยว่าเป็นคณะศิษย์ปู่เสือแน่นอน ไม่มีพิษภัย ไม่เผาตึก อย่าลืมมาทักทายกันบ้างนะครับ

ตั้งศาลทาง 3 แพร่ง ที่ราชบุรี

ถนนเส้นหนึ่งในจังหวัดราชบุรี หักหลังมานี้เกิดอุบัติิเหตุบ่อยครั้งในหนึ่งเดือน ร้อยถึงปู่เสือที่ถูกเชิญไปช่วยดูว่ามีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้น ณ ทาง 3 แพร่งนั้นหรือไม่ (ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่ไปตรวจดูสภาพถนน เป็นหลุมเป็นบ่อ หรือโค้งไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งหน้าที่ส่วนนั้นคงต้องให้กรมทางหลวงทางดูแลเอาหล่ะครับ)

ท้ายทีั่สุด ปู่เสือจึงตัดสินใจตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่ให้ช่วย ดูแล คนขับรถผ่านไปมา และชาวบ้านในบริเวณนั้น และก็ไม่รอช้า เช้าวันที่ 17 มิถุนายน 2553 ปู่เสือท่านก็เริ่มทำพิธี บวงสรงตั้งศาล พร้อมทั้งเลี้ยงข้าวปลาอาหารให้กับเปรต สัมปเวสี ผีไม่มีญาติแถวๆนั้นด้วย




ในช่วงที่ปู่เสือกำลังทำพิธีตั้งศาลอยู่นั้นเอง ท่านก็ได้รู้สึกถึงวิญญาณที่ไม่ดีอยู่ใกล้ๆ ท่านจึงเดินเข้าไปด้านหลังของศา่ลที่กำลังตั้งอยู่นั้น ที่อยู่ด้านในของถนน ก็พบกับบ้านร้างหลังหนึ่ง ซึ่งแน่นนอนว่าปู่เสือก็ทำพิธีให้กับ ทูตผี ดวงวิญญาณต่างๆเหล่านั้นเสียด้วย เพื่อไม่ให้ฮึกเหิม เกลิมใจ



เมื่อพิธีเสร็จสิ้น ก็เป็นธรรมเนียมไปเสียแล้ว ที่ปู่เสือจะแนะนำวิธีดูแลรักษาและ บูชาศาล รวมทั้งให้พรลูกศิษย์ ที่ร่วมในพิธีด้วย


หมายเหตุ : หลายคนสงสัย ปู่เสือตั้งศาลมาตั้งมากมาย ค่าธรรมเนียมจะซักเท่าไหร่กัน จะแพงไหม?

ปู่เสือท่านไม่มีค่าตั้งศาลครับ ท่านประทับเพื่อช่วยเหลือจริงๆ แต่เครื่องเซ่นต่างๆเจ้าของศาลต้องจัดเตรียมเองครับ แหม๋เห็นอย่างนี้แล้วใช่ว่าจะตั้งศาลให้ได้ทุกคนนะครับ ท่านเองก็จะไปเฉพาะงานที่จำเป็นเท่านั้น ถ้ารับทั้งหมดท่านก็คงไม่ได้พักผ่อนกันแน่เลย

วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

ตำนานเจ้าแม่สนมเอก

กว่า 3 ปีแล้วที่หมู่บ้านวิเศษสุขนคร มีงานทำบุญแจกทานประจำปี ณ ตำหนักเจ้าแม่สนมเอก ลูกศิษย์ และเหล่าผู้ร่วมงานต่างก็มีความสุขที่ได้ทำบุญให้ทาน ไม่ใช่เฉพาะผู้ด้อยโอกาศที่ยังมีชีวิต แต่ทูตผีและวิญญาณเร่ร่อนต่าก็ได้รับอนิสงผลบุญไปตามๆกัน ดังนั้นงานประจำปีเจ้าแม่สนมเอกจึงเป็นงานทำบุญใหญ่ที่จะจัดกันทุกๆปี แต่ก่อนที่เจ้ามาสนมเอกจะมาสถิติอยู่ในหมู่บ้านนั้น ไม่ใช่เพียงแต่เช่าบูชามาและมาตั้งเฉยๆ แต่มีที่มาที่น่าอัศจรรย์

เมื่อ 3 ปีก่อน พลเอกกวีซึ่งเป็นเพื่อนคู่ค้าของคุณเอ๋ที่ศิษย์เอกของปู่เสือ ได้เชิญปู่เสือให้ไปช่วยตั้งศาลให้ที่บ้าน และในคืนก่อนวันเดินทาง ร่างปู่เสือได้นิมิตเห็นบรรได 3 สาย สายแรกเป็นสีทองระยิบ ส่วนสายที่สองกลับทำจากเงินแวววาว และเส้นสุดท้ายเป็นบรรไดที่ปรกคลุมไปด้วยหนามแหลมยาว ในนิมิตร มีคนมากหน้าหลายตาต่างก็พยายามปีนบรรไดตามสายต่างๆ ทั้งเงิน ทอง และหนาม คุณเอ๋เองก็ค่อยๆปีนบรรไดทองทีละขั้น ถึงแม้จะสูงแต่ก็ไม่ย่อท้อ แต่ส่วนของร่างปู่เสือเพียงแค่อทิฐานที่ไปถึงจุดยอดได้อย่างไม่ยากเย็น


ส่วนปลายที่สูงลิปของบรรไดทั้ง 3 เส้นกลับเป็นตำหนักสีขาวตระหง่าน ซึ่งภายในมีรูปหล่อปั้นผู้หญิงนั่งมวยผมสีดำขลับ เชื้อเชิญให้กราบไหว้บูชา

-------

เช้าวันที่ต้องตั้งศาลก็มาถึง ปู่เสือเดินทางไปทำพิธีที่บ้านของพลเอกกวี ในระหว่างการเดินทางร่างปู่เสือได้เล่านิมิตรให้กับลูกศิษย์และสามีฟัง ซึ่งทุกคนต่างก็ฉงนว่านิมิตรนั้นมีความหมายอย่างไรกันแน่

เมื่อถึงที่หมายเครื่องบวงสรวงได้ถูกเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย พิธีดำเนินไปอย่างราบลื่นจนกระทั้งร่างปู่เสือจะเดินทางกลับ เพื่อนของพลเอกกวีอยากให้เดินทางไปช่วยดูรูปหล่อที่บ้านของเขาว่ามีอะไรผิดปรกติหรือไม่ เหมาะสมแก่การเช่ามาบูชาหรือเปล่า เจ้าของคนเดิมของรูปหล่อนี้จากร่ำรวยเป็นร้อยล้าน บัดนี้กลับขัดสนเงินทองอย่างรวดเร็วหลังจากที่นำรูปหล่อนี้ออกไปประดับสวน จึงต้องการจะขายรูปหล่อออกไป


เวลาประมาณ 5โมงเย็นก็เดินทางไปถึงบ้านเพื่อนของพลเอกกวี ทุกคนต่างที่ตกตลึงเมื่อได้เห็นรูปหล่อดังกล่าว เนื่องจากรูปหล่อที่เห็นนั้นเป็นผู้หญิงผมยาวนั่งมวยผม สีดำขลับ ซึ่งมีลักษณะแบบเดียวกับที่ร่างปู่เสือเห็นในนิมิตอย่างไม่ผิดเพี้ยน และ ณ ตอนนั้นเอง องค์ที่สถิตอยู่ก็ผ่านร่าง ร่างของปู่เสือเพื่อบอกกล่าว

ท่านเป็นสนมเอกของท้าวจตุครามรามเทพ ท่านต้องการจะมาอยู่และสถิตอยู่ที่หมู่บ้านของร่างปู่เสือเพื่อช่วยคุ้มครองปกปักรักษาและ ให้โชคให้ลาภ ถ้าหากมีผู้คนมาบูชาท่านให้ถวายเจ ผลไม้ และสิ่งของสีเหลือง


หลังจากวันนั้น 7 วัน ตำหนักสีขาวคาดด้วยสีเหลือก็สร้างเสร็จเพื่อให้เจ้าแม่สมเอกมาสถิตอยู่ เป็นที่กราบไหว้ของคนในหมู่บ้าน และผู้ที่มีจิตศรัทธาทั่วไป


-----------------